Thursday, 4 June 2026
Hard News Team

NPS PLUS ยกทัพ “ลิฟต์จริง” จัดแสดงกลางงานสถาปนิก’69 โชว์ Universal Design เข้าถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ควบคู่ Wellness Architecture ตอบโจทย์ทุกมิติงานออกแบบ

NPS PLUS ชวนคิดเรื่องลิฟต์ตั้งแต่เริ่มออกแบบบ้าน ผ่านบูธ L501 ในงานสถาปนิก’69

งานสถาปนิก’69 พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะกลับมา ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พื้นที่จัดแสดงจำนวนมหาศาลกำลังถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีโชว์นวัตกรรม วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีการออกแบบอาคารที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต

NPS PLUS มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ คือผู้ส่งมอบความปลอดภัยกว่า 2 ทศวรรษ

ท่ามกลางเสียงเครื่องมือและโครงสร้างที่กำลังก่อร่างสร้างตัว มีหนึ่งบูธที่โดดเด่นด้วยความตั้งใจที่จะไม่เล่าเพียงเรื่อง “สินค้า” แต่ต้องการนำเสนอ “วิธีคิดใหม่” ของการผสานวิศวกรรมเข้ากับสถาปัตยกรรม นั่นคือบูธของ NPS PLUS บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และทางลาดเลื่อนครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่ยาวนานกว่า 22 ปี NPS PLUS ยืนหยัดในฐานะผู้ให้บริการที่ดูแลครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ไปจนถึงการปรับปรุงระบบลิฟต์ให้ทันสมัย พร้อมสร้างความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้ง CE, EN-81, EN-115 และ ISO 9001:2015

เมื่อ "ลิฟต์" ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกคิดทีหลัง

เบื้องหลังการจัดบูธครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะจัดอย่างไรให้สวยงาม” เท่านั้น แต่ลงลึกถึงแก่นของการนำไปใช้งานจริง คุณบีม - ปฐมฤกษ์ พงษ์ชัยไกรกิติ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของ NPS PLUS และเป็นผู้ควบคุมการออกบูธ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า

“การออกบูธของเรา ไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาตั้งโชว์ แต่เราต้องการเปิดบทสนทนาใหม่กับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา เพราะในมุมของ NPS PLUS ลิฟต์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรที่พาคนจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง แต่คือระบบสำคัญของบ้านและอาคาร ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย คุณภาพชีวิต การใช้งานระยะยาว และภาพรวมของงานออกแบบ”

สัมผัสประสบการณ์จริง ผ่านมิติของพื้นที่และสถาปัตยกรรม

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์และสร้างประสบการณ์ใหม่ของการจัดแสดงสินค้าประเภทลิฟต์ในงานสถาปนิก’69 คือการที่ บูธ L501 ถูกออกแบบให้มี “ลิฟต์จริง” เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ผู้ชมงานได้ก้าวข้ามการมองผ่านภาพหรือแคตตาล็อก สู่การได้สัมผัสสัดส่วนจริง เห็นขนาดพื้นที่ เข้าใจระบบประตูและมองเห็นภาพรวมว่าลิฟต์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกลืนตั้งแต่กระบวนการคิดเริ่มต้น

Universal Design ที่ตอบโจทย์ระบบนิเวศการก่อสร้างในทุกมิติ

ในยุคที่บ้านสำหรับผู้สูงอายุและบ้านที่ต้องการ Universal Design กลายเป็นโจทย์หลัก NPS PLUS จึงเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญเพื่อให้ทุกคนคิดเรื่องลิฟต์ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก โดยตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด

สำหรับเจ้าของบ้าน: เราช่วยตอบคำถามสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ครอบคลุมถึงการเตรียมพื้นที่ ความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้สูงวัย ระบบความปลอดภัย และความอุ่นใจในการดูแลหลังการติดตั้ง

สำหรับสถาปนิก: เราช่วยแนะนำการจัดวางโครงสร้างที่ไม่ทำให้เสีย Flow ของพื้นที่ รวมถึงวิธีการผสานลิฟต์ให้เป็นหนึ่งเดียวกับดีไซน์ของบ้าน

สำหรับผู้รับเหมา: ให้คำปรึกษาด้านการเตรียมโครงสร้างและระบบไฟฟ้าที่ถูกต้อง แม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในหน้างานจริง

สำหรับ Developer และเจ้าของโครงการ: เรานำเสนอระบบลิฟต์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของอาคาร ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ต้นทุนการดูแลรักษา และความพึงพอใจของลูกบ้าน ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งรายการใน BOQ (Bill of Quantities)

การเปิดตัว UP by NPS PLUS สู่มิติใหม่ของลิฟต์บ้าน

ภายในบูธเดียวกันนี้ NPS PLUS ยังได้เปิดตัว UP by NPS PLUS หรือ UP Homelift ลิฟต์บ้านระดับพรีเมียมมาตรฐานยุโรป EN 81 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์บ้านและไลฟ์สไตล์ของคนไทยโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “Lift UP Your Life” ที่ผสานมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ากับดีไซน์เรียบหรูเหนือระดับ

UP Homelift ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ มอบประสบการณ์การโดยสารที่นุ่มนวล เงียบ และสบาย ด้วยระบบ มอเตอร์สายพาน Traction Belt ที่ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างราบรื่น ตอบสนองรวดเร็ว และให้ความรู้สึกพรีเมียมในทุกการใช้งาน ราวกับลิฟต์ในโรงแรมระดับลักชัวรี

จุดแข็งของ UP by NPS PLUS ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดมาจากประสบการณ์ด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยมากกว่า 22 ปี ของบริษัท เอ็น.พี.เอส. พลัส พร้อมมาตรฐานการให้บริการหลังการขายที่ยึดระบบบริหารคุณภาพระดับสากล ISO 9001 รวมถึงการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนมาตรฐานยุโรปจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความปลอดภัย และการดูแลระยะยาว

จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญดังกล่าว NPS PLUS จึงต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ UP เพื่อเปลี่ยนภาพจำของลิฟต์บ้าน จากเครื่องจักรภายในอาคาร ให้กลายเป็น “เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก” ที่สะท้อนรสนิยม ความทันสมัย และความใส่ใจในรายละเอียดของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

นวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดี (Wellness Architecture)

การเปิดตัว UP ในครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงสู่แนวคิด Wellness Architecture ซึ่ง NPS PLUS มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยแบบองค์รวม โดยคุณบีมได้ขยายความเพิ่มเติมว่า

“เราผสาน 2 มิติหลักเข้าด้วยกัน มิติแรกคือ Biomedical ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Aging Society ช่วยลดภาระทางร่างกายของผู้สูงอายุ และทำให้ทุกคนในบ้านใช้งานได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวน หรือ Noise Reduction เพื่อให้ลิฟต์ทำงานเงียบที่สุด ไม่รบกวนการพักผ่อน พร้อมระบบระบายอากาศที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี

อีกมิติคือ Building Science ที่ให้ความสำคัญกับระบบมอเตอร์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และสอดคล้องกับแนวทางของอาคารยุคใหม่ รวมถึงพร้อมสนับสนุนโครงการที่ต้องการประเมินมาตรฐาน WELL หรือ TREES”

ก้าวสู่อนาคตของการออกแบบไปกับ NPS PLUS

“ลิฟต์ที่ดี ไม่ใช่แค่ขึ้นลงได้ แต่ต้องปลอดภัย เข้ากับบ้าน และดูแลได้ในระยะยาว”

บูธที่เนรมิตขึ้นมาในงานครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านมุมมอง จากการมองลิฟต์เป็นเพียงอุปกรณ์ปลายทาง สู่การเป็นองค์ประกอบสำคัญของบ้าน ที่ควรถูกคิดร่วมกับงานออกแบบตั้งแต่วันแรก

วันนี้ UP by NPS PLUS พร้อมแล้วที่จะยกระดับบ้านของคุณให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.npsplus.co.th/

https://www.nps-up.co/

มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เคยชี้ให้จับตา AI จีน เพราะมี “Data” มหาศาลเป็นแต้มต่อสำคัญ ทั้งจำนวนผู้ใช้และพฤติกรรมที่ถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AI จีนพัฒนาได้รวดเร็วและแม่นยำ

กรุงเทพฯ — ท่ามกลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลกในปัจจุบัน และในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตาบทบาทของจีนอย่างใกล้ชิด หากย้อนกลับไปก่อนยุคของ ChatGPT และก่อนที่ Generative AI จะกลายเป็นกระแสหลัก มีผู้บริหารด้านเทคโนโลยีไทยรายหนึ่งที่ได้สะท้อนมุมมองบนเวทีไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “จีนคือประเทศที่ต้องจับตาอย่างยิ่งในเรื่อง AI”

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ขึ้นพูดบนเวที Digital Big Bang Thailand 2018 ในหัวข้อเกี่ยวกับ Digital Transformation และ Industry 4.0 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นในวันนั้น คือ “ปริมาณข้อมูลมหาศาล” ที่จีนกำลังสะสมผ่านระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง

ในเวลานั้น ดร. มนธ์สินีตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลก แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ฐานข้อมูลของโลก” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เชื่อมต่อ หรือระบบดิจิทัลที่ถูกผลิตและใช้งานในวงกว้าง ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานเหล่านี้ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา AI ในระยะยาว

เธอให้มุมมองว่า หากประเทศใดสามารถสะสมข้อมูลในระดับมหาศาล พร้อมทั้งมีศักยภาพในการประมวลผล วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูลเหล่านั้น ประเทศนั้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกได้ และจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนที่สุด

สิ่งที่ทำให้มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญ คือในปี 2018 โลกยังไม่ได้เข้าสู่ยุคของ Large Language Models อย่างเต็มรูปแบบ และคำว่า Generative AI ยังไม่อยู่ในกระแสหลักของภาคธุรกิจ แต่แก่นสำคัญที่ ดร. มนธ์สินีสะท้อนในวันนั้น คือ

“AI จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่อัลกอริทึม แต่จะแข่งขันกันที่ฐานข้อมูล และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลในระดับมหาศาล”

เมื่อพิจารณาจากบริบทปัจจุบัน ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งสะท้อนน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโลก AI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านโมเดล เทคโนโลยีพื้นฐาน การลงทุนเชิงระบบ และการพัฒนา ecosystem ภายในประเทศ

สำหรับ ดร. มนธ์สินี การย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดจากเวทีในครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงการทบทวนอดีต หากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า “สัญญาณของอนาคต” มักปรากฏให้เห็นล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มองเทคโนโลยีในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมองในเชิงผลิตภัณฑ์เพียงระยะสั้น

เธอระบุว่า สิ่งที่โลกเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเปลี่ยน data ให้กลายเป็น intelligence ในระยะยาว

การนำเสนอคำพูดจากเวที Digital Big Bang Thailand 2018

อีกครั้งในบริบทปัจจุบัน จึงมีความหมายมากกว่า “คลิปย้อนหลัง” หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจทิศทางของโลกเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองเห็น pattern ระยะยาวของข้อมูล ระบบ และโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้น

และในบางครั้ง สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ข้อสังเกต” ในวันนั้น ก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ในมุมมองของ ดร. มนธ์สินี สิ่งที่น่าจับตาในเรื่อง AI ไม่ใช่เพียงว่าใครมีโมเดลที่เก่งกว่า แต่คือใครมี “ฐานข้อมูล” และ “โครงสร้างการเรียนรู้” ที่แข็งแรงกว่า เพราะในระยะยาว ความได้เปรียบที่แท้จริงของ AI อาจไม่ได้เริ่มจากตัวโมเดลเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มจาก ระบบนิเวศข้อมูล ที่สามารถหล่อเลี้ยงและพัฒนา intelligence ได้อย่างต่อเนื่อง

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แถลงสมัชชาครั้งที่ 29 รวมพลังคนตาบอดทั่วประเทศ สะท้อนปัญหา–ข้อเสนอ ดันสิทธิเท่าเทียม พร้อมสู่เวทีระดับชาติ

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 พร้อมประกาศความพร้อมสู่เวทีคนตาบอดระดับชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการจัดโครงการการเสริมพลังคนตาบอดสู่การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การทำสิทธิให้เป็นจริง เพื่อสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชน สมาชิกคนตาบอด และผู้เข้าร่วมงานร่วมรับฟังการแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง   

ภายในงานมีการแสดงจากวงดนตรี TAB Band ศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบทเพลงพิเศษเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเทวพงษ์ พวงเพชร กรรมการและเหรัญญิกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานจัดสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 และนายภารากร คำเดช อุปนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการแถลงข่าว

การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมก่อนการจัดงานสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งจะเป็นอีกเวทีสำคัญของการรวมพลังคนตาบอดไทยจากทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-26 เมษายน 2569  ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง

ชี้ทางรอด “เชื่อมระบบ” ดันเศรษฐกิจจริง ดร.มนธ์สินี เสนอเร่งโครงสร้าง AI หนุนท่องเที่ยว การเงิน บริการรัฐ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เสนอไทยเร่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อ AI ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยว การเงิน และบริการสาธารณะ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ภูเก็ต — ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล เปิดเผยในงาน InnoAI Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันในสนามการลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในอีกมิติหนึ่ง คือการพัฒนา “โครงสร้างเชื่อมต่อ” ที่ทำให้ AI สามารถใช้งานได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการของประเทศ

โดยในการประชุมดังกล่าว ดร. มนธ์สินี ได้ทำหน้าที่ Chair การประชุม Keynote Session และกล่าวเปิดเวที พร้อมนำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระดับโลก อาทิ Google DeepMind และ JPMorgan ที่เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ on-site และ online

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า แม้โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI models ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักขององค์กรและประเทศจำนวนมากยังอยู่ที่การทำให้ AI เชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบงาน และ workflow ที่มีอยู่ได้จริง

“คอขวดของ AI วันนี้ไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือการเชื่อมต่อ หาก AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบจริงได้ การนำไปใช้จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับทดลอง” ดร. มนธ์สินี กล่าว

แนวทางที่เสนอคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน “ชั้นการเชื่อมต่อ” หรือ interoperability layer ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ AI สามารถทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และขยายผลได้ในระดับประเทศ แทนการลงทุนแข่งขันในทุกชั้นของ global AI stack

สำหรับภาคเศรษฐกิจจริง แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI ไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์สินเชื่อและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำขึ้น ภาคสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ รวมถึงภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เป็น “sandbox” ในการทดลองและขยายผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น

ในมิติของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แนวคิดนี้อาจช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งการใช้ AI ในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านการลงทุนโมเดลกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนจาก “model race” ไปสู่ “integration race” ซึ่งเป็นการแข่งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานในระบบจริงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ประเทศที่ได้เปรียบในโลก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้ AI เชื่อมกับระบบ ข้อมูล และบริการจริงได้ดีที่สุด” ดร. มนธ์สินี กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนา AI ในระดับประเทศยังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ เน้นการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ AI Transformation

สิงคโปร์ – 15 มีนาคม 2567 – ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารภาครัฐ (Public Sector Lead) ของ Google Cloud จัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์นวัตกรรมให้คณะผู้บริหารระดับสูงจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ณ สำนักงานใหญ่ Google ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้จากสถานที่จริง (Live Experience) และสร้างวิสัยทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับโลกในบริบทประเทศไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและบทบาทของ AI Transformation ผ่าน Google Cloud Platform (GCP) โดยยกตัวอย่างการใช้งานจริง ทั้งด้านสาธารณสุข (ARDA) ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย และโครงการอนุรักษ์แนวปะการังที่ใช้ AI จัดการและระบุตำแหน่งดาวมงกุฎหนาม (COTS) เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ Google Southeast Asia ครอบคลุม Digital Workforce, AI และ Machine Learning โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generative AI และการใช้ LLMs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ การวางโครงสร้าง Smart Analytics ด้วย BigQuery เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Hyper-Personalization รวมถึงการยกระดับการทำงานผ่าน Google Workspace และ Duet AI

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม Google Singapore HQ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมองค์กรสายเทคและ Engineering Culture พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิศวกรระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือโลกยุค AI

ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พื้นที่บางบาล จ.อยุธยา พบขายราคาสูงผิดปกติ เร่งตรวจสอบต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง

ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT 

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที

นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เผยยุทธศาสตร์นวัตกรรม AI และการวางระบบคลาวด์เพื่ออนาคตสาธารณสุขไทย ในงาน RWE Health

กรุงเทพมหานคร (20 พฤศจิกายน 2566) – ในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับสูง "Keep it Real with Real-World Evidence (RWE)" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ได้นำเสนอแผนแม่บทการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าการผสานสถาปัตยกรรม Cloud-native และ AI คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการบริการสาธารณสุขของไทย

ดร. มนธ์สินี เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: ใช้เทคโนโลยี Microservices เพื่อให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ต่อเนื่อง 99.99% แม้ในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงระดับประเทศ.
  • ข้อมูลอัจฉริยะ (Data Intelligence): วางระบบคลังข้อมูลกลางเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้จริง.
  • การมีส่วนร่วมผ่าน AI (Engagement): ใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการที่รวดเร็วและตรงใจประชาชนแบบเรียลไทม์.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การขยายผล AI ใน 13 เขตสุขภาพ ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จของการนำอัลกอริทึม Deep Learning มาใช้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยดูแลผู้ป่วยไปแล้วกว่า 30,000 ราย ใน 13 เขตสุขภาพทั่วไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของระบบ "Data-driven Care" ที่มีประสิทธิภาพสูง.

นอกจากนี้ ดร. มนธ์สินี ยังคาดการณ์ถึงการมาถึงของ Multimodal LLMs ที่จะช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ 3 มิติ และประวัติการรักษาที่ซับซ้อนได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

"คุณค่าที่แท้จริงของ AI ในภาครัฐ คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเข้าใจที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาให้ประชาชนทุกคน" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ 

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก หลังคว้ารางวัลใหญ่ที่ Brussels ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ

เบื้องหลังการพัฒนา Tourism Intelligence Platform ที่ใช้ AI และ Data Hub เชื่อมระบบท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism Ecosystem โดยทีมเทคโนโลยีที่มี ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ร่วมวางยุทธศาสตร์

ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วย Data, Artificial Intelligence (AI) และ Digital Infrastructure แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “จุดหมายปลายทาง” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในโครงการสำคัญของประเทศไทยที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวคือ TATai – AI-Powered Tourism Intelligence Platform ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคว้ารางวัล Innovative Tourism Initiative จากเวที World Tourism Awards 2025 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เบื้องหลังแนวคิดและการวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของโครงการนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ดิจิทัลแถวหน้าของไทยร่วมผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ทำหน้าที่ AI Advocate และนำทีมพัฒนาและวางแผนระบบ ที่เน้นการใช้ AI, Data Platform และ Digital Infrastructure เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

จาก Travel Assistant สู่ Tourism Intelligence Platform

TATai ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแชทบอทสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เพื่อสร้าง Tourism Intelligence

หัวใจของระบบคือ Unified Tourism Data Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ รีวิว การเดินทาง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้ AI สามารถสร้างบริการใหม่ เช่น

  • การวางแผนการเดินทางแบบ Personalized Itinerary

  • คำแนะนำด้านการท่องเที่ยวตามบริบทของผู้ใช้

  • การช่วยวางแผนการเดินทางแบบ Real-time ตามงบประมาณ เวลา และความสนใจ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Tourism Information Platform ไปสู่ Tourism Intelligence Platform

ดร. มนธ์สินี อธิบายว่า

“การใช้ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องของ chatbot หรือ automation แต่คือการสร้างระบบ Tourism Intelligence ที่ช่วยให้ข้อมูล การเดินทาง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด”

สู่ Digital Tourism Ecosystem ของประเทศไทย

ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการ TATai ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Digital Tourism Ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแผนพัฒนาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลการท่องเที่ยวไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google Maps และระบบรีวิว เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นในระดับสากล

ในระยะยาว ยังมีแผนพัฒนา Multilingual AI Model ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ และสนับสนุนการวางแผนการเดินทางข้ามประเทศ (Cross-border Tourism)

Humanizing AI ผ่าน “Mr. ท้าทาย”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของแพลตฟอร์มคือ Humanizing AI โดยมีการออกแบบ Digital Persona ที่เรียกว่า “Mr. ท้าทายi” เพื่อทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยด้านการท่องเที่ยวที่เข้าใจและสื่อสารกับนักเดินทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

แนวคิดนี้ช่วยให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

AI เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ TATai คือการใช้ AI เพื่อสนับสนุน Inclusive Tourism Growth

ระบบสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ธุรกิจ SME และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า

“AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับนักเดินทาง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

ความสำเร็จของ TATai บนเวที World Tourism Awards สะท้อนให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง AI-Driven Tourism Ecosystem ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

สำหรับดร. มนธ์สินี โครงการนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

“อนาคตของการท่องเที่ยวจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรางวัล WTA:
https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/434292

พัฒนา Chatbot อัจฉริยะร่วมกับ Google Cloud ยกระดับทักษะแรงงานสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโอกาสงานกับเทคโนโลยี AI มุ่งพลิกโฉมตลาดงานไทยสู่สากล

กรุงเทพมหานคร (18 เมษายน 2567) - ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยีและ AI Advocate ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันก้าวสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางานให้แก่แรงงานไทย ในโอกาสที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มแรงงานยุคใหม่

​ในการหารือครั้งนี้ ดร. มนธ์สินี ได้ให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี Cloud-Native และ AI Chatbot มาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับศูนย์ไอทีให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลแรงงานที่ทันสมัยที่สุด

​ดร. มนธ์สินี กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "การนำ AI ของ Google มาพัฒนาเป็นระบบ Chatbot สำหรับการหาเอกสารหรือตำแหน่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มความสะดวก แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับแรงงานไทยในการเข้าถึงฐานข้อมูลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกแบบระบบที่ชาญฉลาดจะช่วยวิเคราะห์ Skill Gap และแนะนำแนวทางการพัฒนาทักษะได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ"

​โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ของกระทรวงแรงงานให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวเพิ่มเติมจากกระทรวงแรงงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top